ฉลองเปิดตัว ลด 10% ทั้งเว็บ ทุกคัน ทุกประเทศ

ประกันของเรา
บทความ
ทำไมต้อง gettgo

บอกต่อพิกัด เที่ยวญี่ปุ่นสายธรรมชาติ

เที่ยวญี่ปุ่น

ถ้าพูดถึงญี่ปุ่นคงเป็นประเทศที่ใคร ๆ ไปเที่ยวกันมาหลายรอบแล้ว บางคนมีไม่ต่ำกว่าสองสามรอบแน่นอน แต่เบื่อกันบ้างไหมครับ ไปทีไรก็เช็คอินแต่ที่เดิม ๆ เช็คอินกันจนเบื่อ วัดอาซากุสะ โคมแดงแลนมาร์คที่ใครเขาก็ถ่ายกันเต็มไปหมด โอไดบะ บางคนไปตั้งแต่กันดั้มตัวเก่าจนเปลี่ยนเป็นตัวใหม่ หรือชิบูย่า สถานีรถไฟหมาน้อยผู้ซื่อสัตย์ เรียกว่าไปกันจนสนิทกับเจ้าฮาจิโกะเลยก็ว่าได้ครับ ดังนั้น gettgo จะมาแนะนำที่เที่ยวใหม่ ๆ ในญี่ปุ่นโดย gettgo ได้เตรียมไว้หลายที่สำหรับเอาใจทุกสายเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ รักสัตว์ หรือสายอาร์ตก็ตาม วันนี้เรามาเริ่มกันที่สถานที่เที่ยวที่เอาใจสายรักธรรมชาติ ซึมซับวิถีชาวบ้านกันก่อนนะครับ

 

เที่ยวญี่ปุ่น แล้วให้ธรรมชาติเยียวยาเรา

 

เกาะซาโดะ

1.Sado island

เกาะซาโดะถือเป็นที่เที่ยวลับ ที่ตั้งอยู่นอกชายฝั่งของจังหวัดนีงาตะ โดยมีกิจกรรมไฮไลท์ที่ไม่อยากจะให้ทุกคนพลาดนั่นก็คือ การนั่งเรืออ่างทะไรบุเนะ (Taraibune) ครับผม เป็นเรือที่ถูกดัดแปลงมาจากถังซักผ้าไม้ โดยแต่เดิมดัดแปลงมาเพื่อ ใช้สำหรับเก็บสาหร่ายวากาเมะนั่นเอง ค่าใช้จ่ายสำหรับการร่องเรืออ่างนี้ก็เพียงแค่ 500 yen เท่านั้นครับและมีช่วงให้บริการตั้งแต่เดือน เมษายน-ตุลาคม โดยเรือลำหนึ่งจะขึ้นได้ไม่เกิน3คนเนื่องจากขนาดเรือที่ไม่ใหญ่มาก กิจกรรมนี้รับรองว่าทุกคนจะได้เก็บภาพความประทับใจที่สวยงามแน่นอนครับ และสำหรับใครที่เป็นแฟนของการ์ตูนค่าย  Studio Ghibli เตรียมกล้องกันไว้ให้ดีนะครับ เพราะเจ้าเรือทะไรบุเนะนี้ หน้าตาเหมือนเรือในเรื่อง spirit away เลยครับ เกาะโซดะเป็นการเที่ยวญี่ปุ่นในรูปแบบที่แปลกใหม่ที่ทำให้ได้เรียนรู้และสัมผัสถึงความเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวซาโดะอย่างใกล้ชิด ถ้ามีโอกาสอยากให้ได้ไปสัมผัสประสบการณ์ที่หาไม่ได้ในเมืองใหญ่แบบนี้กันสักครั้งนะครับ

 

การเดินทาง ไปยังเกาะซาโดะ เพียงแค่ขึ้นเรือเฟอร์รี่ที่ท่าเรือประจำจังหวัดนีงาตะ โดยมีค่าโดยสารอยู่ที่ 3,000-6,000 เยนต่อรอบ และใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้นครับ

 

หากใครที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วอยากหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองไปเรียนรู้ชีวิตแบบวิถีชาวบ้านของคนญี่ปุ่นจริง ๆ เกาะซาโดะอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคุณนะครับ

 

หมู่บ้านชาวประมงอิเนะ

2.INE Fishing village

หมู่บ้านชาวประมง ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกียวโต ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยเอโดะ แต่ในปัจจุบันยังคงสภาพไว้ได้อย่างดี โดยหากได้เดินทางไปที่นี่จะพบกับหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนทะเลเรียงกันอยู่บริเวณหน้าอ่าว โดยตัวบ้านเป็นบ้านสองชั้น ซึ่งชั้นล่างทำเป็นโรงจอดเรือที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เป็นชาวประมงอย่างชัดเจน เป็นหมู่บ้านที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเวนิสของญี่ปุ่น นอกจากเที่ยวชมความสวยงามของหมูบ้านที่ยังคงรักษาไว้ได้อย่างดีแล้ว ในตัวเมืองเองก็สามารถที่จะเที่ยวชมได้โดยการปั่นจักรยาน หรือเดินชมก็ได้เพราะตัวเมืองไม่ได้ใหญ่มากนัก หรือใครที่อยากจะออกไปชมวิวหมู่บ้านจากมุมของทะเลเข้ามา ก็มีชาวบ้านซึ่งเป็นชาวประมงเหล่านี้เขาก็ยินดีให้บริการพานั่งเรือชมรอบ ๆ อ่าว โดยมีค่าบริการอยู่ที่ 1,000 เยน ใช้เวลาชมประมาณ 30 นาที และมีไกด์ก็คือชาวบ้านนั่นเองเรียกได้ว่าเป็นการท่องเที่ยวญี่ปุ่นในรูปแบบที่ได้ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตดั้งเดิมและชาวญี่ปุ่นมาก ๆ ครับ

 

การเดินทาง หากมาจากเกียวโตให้นั่งรถไฟ Kyoto express limited มาลงที่สถานี อามาโนะฮาชิตาเตะ แล้วต่อรถบัสประจำทางที่บริเวณหน้าสถานี สังเกตคันที่เขียนว่า Ine มีค่าบริการ 400 เยน ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 3 ชั่วโมง

 

Ine เหมาะสำหรับคนที่เบื่อกับความวุ่นวายในเมืองอย่างโอซาก้าหรือโตเกียว การมาเที่ยวญี่ปุ่นครั้งต่อไปลองมาพักที่ Ine สักคืนสองคืนดูสิครับรับรองว่าเมืองเล็ก ๆ แบบนี้จะต้อนรับคุณด้วยความอบอุ่นและกอดคุณไว้ด้วยธรรมชาติที่รายล้อมอยู่รอบข้าง รับรองว่าช่วยให้คุณหายเหนื่อยจากความวุ่นวายแน่นอนครับ

 

เมืองอิโต

3.เมืองอิโต

ขอปิดทริปเที่ยวญี่ปุ่นสำหรับสายรักธรรมชาติกันที่เมือง อิโต นะครับ เป็นหมู่บ้านออนเซ็นที่เก่าแก่ของญี่ปุ่นและตั้งอยู่ติดทะเล เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่มีธรรมชาติรายล้อมอยู่รอบตัวคุณไปหมด ที่สำคัญเลยอิโตเป็นเมืองที่สามารถมาท่องเที่ยวได้ทุกฤดู และในตัวเมืองอิโตเองยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่หลายแห่งด้วยเช่นกันครับ ไม่ว่าจะเป็น ชายฝั่งโจกาซากิที่ติดกับคาบสมุทรอิซุและตรงนี้ก็มีจุดที่น่าสนใจ คือ หากเราเดินไปตามทางเดินตลอดแนวชายฝั่ง เราก็จะพบ Kadowaki Suspension Bridge สะพานข้ามมหาสมุทรที่พาดเชื่อมหน้าผาทั้งสองฝั่งไว้ด้วยกัน และนอกจากนี้ยังมีอีกจุดเช็คอินอีกหนึ่งที่ คือภูเขา Omuro ที่หลายคนบอกว่ามีรูปร่าง คล้ายถ้วยข้าวคว่ำอยู่ เป็นภูเขาที่เปลี่ยนสีได้ 4 สีตลอดทั้งปี ตรงจุดนี้สามารถเลือกได้ว่าจะเดินขึ้นไปบนเขาเองหรือจะใช้บริการ Omuro lift ก็ได้โดยจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 500 เยน สำหรับผู้ใหญ่ และเด็ก 250 เยน และการเดินทางเที่ยวในตัวเมืองอิโตแบบนี้ สามารถเดินทางได้โดยรถบัส โดยซื้อบัตร Ito sightseeing free pass มีค่าใช้จ่าย 1,300 เยน สามารถใช้บริการไม่จำกัดจำนวนเที่ยวตลอด 2 วัน

 

การเดินทาง ไปIto สามารถเดินทางได้ง่าย ๆ โดยการ นั่งรถไปจากโตเกียว มาลงที่ Ito station เลยครับผม

 

อิโตเป็นเมืองที่เหมาะสำหรับใครที่มาเที่ยวญี่ปุ่นและอยากหนีความวุ่นวาย อยากมาเที่ยวญี่ปุ่นหลาย ๆ วันโดยที่ไม่ต้องพักในเมืองใหญ่ที่วุ่นวาย อิโตเป็นเมืองที่ตอบโจทย์ นอกจากจะเงียบสงบแล้วยังมีกิจกรรม และสถานที่น่าสนใจให้ไปชมกันได้ไม่เบื่อแน่นอนครับ

 

ทั้งหมดที่ gettgo นำมาแนะนำสำหรับที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นในครั้งนี้ บอกเลยว่าเอาใจคนรักธรรมชาติ และคนที่มองหาสถานที่สงบ ๆ ไว้หนีจากผู้คนที่วุ่นวายกันสุดๆเลยครับ และสำหรับการแนะนำที่เที่ยวญี่ปุ่นในครั้งถัดไป gettgo ฝากติดตามด้วยนะครับว่าครั้งหน้าจะเป็นที่เที่ยวญี่ปุ่นที่มาเอาใจสำหรับสายไหนกัน

 source : Kiji magazine  

บทความที่คุณอาจสนใจ

ปีใหม่นี้เที่ยวไหนดี ชี้แหล่งสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ไม่ซ้ำใคร ไม่มีเอ้าท์
ซื้อทัวร์ไปทวีปยุโรป แบกเป้ไปทวีปเอเชีย ต่างกันยังไง
รู้รึป่าวทำไมถึงห้ามนำของเหลวขึ้นเครื่อง?
ความคุ้มครอง ประกันชั้น 1 ประกันชั้น 2+ ประกันชั้น 2 คุ้มครองเฉพาะคู่กรณี ประกันชั้น 3+ ประกันชั้น 3 คุ้มครองเฉพาะคู่กรณี
รถชน(ไม่มีคู่กรณี)
รถชน(มีคู่กรณี)
ค่ารักษาพยาบาล
รถยนต์สูญหาย
ไฟไหม้
น้ำท่วม

เข้าสู่ระบบ

หากยังไม่มีบัญชีผู้ใช้ กรุณา สมัครสมาชิก

 

สมัครสมาชิก

หากเป็นสมาชิกอยู่แล้วกรุณา ลงชื่อเข้าใช้งาน

Loading..

กำลังดำเนินการ กรุณารอสักครู่ค่ะ 😊