ฉลองเปิดตัว ลด 10% ทั้งเว็บ ทุกคัน ทุกประเทศ

ประกันของเรา
บทความ
ทำไมต้อง gettgo

อยากขับรถยนต์ไฟฟ้า อะไรบ้างที่ควรรู้ก่อนซื้อ!!

รถยนต์ไฟฟ้า


เทรนด์รักษ์สิ่งแวดล้อมหรือ Eco-Friendly กลายเป็นกระแสหลักของโลกไปแล้วในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เพราะโลกของเรากำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อนและจุดเสี่ยงเรื่องพลังงานที่เราเคยคิดว่าไม่มีวันหมดอย่าง “น้ำมัน” ซึ่งเรื่องนี้ก็ส่งผลกระทบมาถึงคนใช้รถอย่างพวกเราด้วยครับ เพราะเหตุนี้เองค่ายรถยนต์เจ้าใหญ่หลายเจ้าในตลาดจึงทยอยเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% 


รถยนต์ไฟฟ้าอาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวคนไทยอยู่มาก แต่ก็มีหลายคนเริ่มหันมาให้ความสนใจมากขึ้น เพราะนี่คือหนึ่งในยานพาหนะทางเลือกที่จะเข้ามามีบทบาทในอนาคตครับ วันนี้ gettgo จึงขอนำเรื่องราวของรถยนต์ไฟฟ้ามานำเสนอ พร้อมตอบคำถามที่หลายคนสงสัยมากที่สุดว่า “ประกันภัยรถยนต์ ครอบคลุมไปถึงรถยนต์ไฟฟ้าหรือไม่?”

รถยนต์ไฟฟ้ามีกี่ประเภท แต่ละประเภทมีหลักการทำงานอย่างไร?

รถยนต์ไฟฟ้า

1. รถยนต์ไฟฟ้าแบบ HEV (Hybrid Electric Vehicle)

รถไฟฟ้าแบบไฮบริด รถประเภทนี้คนไทยหลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดีครับเพราะบ้านเราเองก็มีจำหน่ายมาหลายปีแล้ว หลักการทำงานของรถยนต์ประเภทนี้ก็คือ การใช้มอเตอร์ไฟฟ้าร่วมกับการขับเคลื่อนกับเครื่องยนต์ภายใน โดยจะใช้วิธีสลับการทำงานกันไปมา ในช่วงจังหวะออกตัวจะเป็นการทำงานด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าล้วน แต่เมื่อความเร็วของรถสูงขึ้นหรือแบตเตอรี่ลดลงจนถึงระดับที่ต้องชาร์จระบบจะสั่งให้เครื่องยนต์แบบปกติทำงานแทนครับ

 2. รถยนต์ไฟฟ้าแบบ MHEV (Mild Hybrid Electric Vehicle) 

หลักการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้าประเภทนี้จะคล้ายกับรุ่นไฮบริด (HEV) ครับ แต่ความแตกต่างของมันก็คือรถประเภทนี้จะใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้ามาช่วยน้อยกว่า ไม่สามารถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวเหมือนรถไฮบริดได้ 

3. รถยนต์ไฟฟ้าแบบ PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle)

รถยนต์ไฟฟ้าแบบ PHEV จะมีระบบการทำงานคล้าย ๆ กับรถไฮบริด HEV แต่ความพิเศษของมันก็คือสามารถชาร์จไฟได้ นอกจากนี้ยังวิ่งด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ระยะไกลกว่ารถไฮบริด (เริ่มใกล้เคียงนิยามของคำว่ารถยนต์ไฟฟ้าในจินตนาการของทุกท่านแล้วใช่ไหมล่ะครับ) สาเหตุที่ระบบการวิ่งด้วยไฟฟ้าใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพมากกว่ารถไฮบริดก็เพราะแบตเตอรี่ของรถ PHEV สามารถเก็บประจุได้มากกว่านั่นเอง  

4. รถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV (Battery Electric Vehicle)

รถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV หรือที่เราเรียกกันว่า EV คือรถที่ขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานจากไฟฟ้า 100% โดยไม่มีเครื่องยนต์เลยครับ ใช้แค่มอเตอร์ไฟฟ้าในการส่งกำลังให้รถขับเคลื่อนไปเท่านั้น ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% ก็คือความแรงของรถและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังประหยัดค่าบำรุงรักษาอีกด้วย ตัวอย่างรถยนต์ประเภทนี้ก็คือ รถนิสสัน ลีฟ เป็นต้น

ข้อดีของการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า

สถานีชาร์จไฟ

1. เงียบ ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ และแรงดีไม่มีตก 

เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แทนที่เครื่องยนต์สันดาปแบบปกติ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ทำให้เสียงเวลาเราขับรถเงียบกว่า เบากว่า แถมอัตราเร่งยังดีไม่มีตก เรียกว่าสามารถเร่งเครื่องกันได้แบบไม่ต้องทดเกียร์ไปเลยครับ

2. ขับรถยนต์ไฟฟ้าประหยัดกว่า

รถยนต์ไฟฟ้าช่วยให้เราประหยัดกว่าไม่ว่าจะเป็นค่าซ่อมบำรุงหรือค่าน้ำมัน เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมัน ไม่ต้องมีการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ ทำให้การดูแลรักษาเป็นเรื่องง่ายขึ้นและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้นครับ 

3. เป็นรถรักษ์โลก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ปล่อยมลพิษ

ปกติแล้วการเผาไหม้ของเครื่องยนต์สันดาปนั้นทำให้เกิดความร้อนและมลพิษปนเปื้อนสู่ชั้นบรรยากาศ แต่การหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าทำให้กระบวนการเผาไหม้นี้หายไป จึงช่วยลดมลพิษและยังลดการใช้พลังงานอย่างน้ำมันดิบลงได้อีกด้วย 

4. ชาร์จแบตได้เองที่บ้าน

ไม่จำเป็นต้องขับรถตระเวนหาปั๊มน้ำมันอีกต่อไปครับ เพราะเราสามารถชาร์จแบตรถยนต์ไฟฟ้าได้ด้วยตัวเองที่บ้านของเรา นอกจากนี้ประเทศไทยเองก็เริ่มตื่นตัวและติดตั้งจุดชาร์จไฟฟ้าให้รถแล้วนะครับ ในกรณีที่ต้องการชาร์จที่สถานี เพราะมีทั้งการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และทางกฟน. หรือการไฟฟ้านครหลวงก็มีแอปพลิเคชั่น “MEA EV รถยนต์ไฟฟ้า” เพื่อช่วยผู้ขับขี่ในการหาสถานีชาร์จไฟด้วยครับ

รถยนต์ไฟฟ้าทำประกันได้ไหม?

ประกันรถยนต์ไฟฟ้า

เชื่อว่าหลายท่านต้องเริ่มสนใจรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาแล้วแน่ ๆ แต่ก็เกิดคำถามสำคัญขึ้นมาอีกข้อว่า “ถ้าเราซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามา แล้วเรื่องประกันล่ะจะสามารถทำประกันเหมือนรถยนต์ปกติได้ไหม?” 

แน่นอนว่าเมื่อเป็นรถยนต์ก็ต้องทำประกันได้ครับ แต่เนื่องจากปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ยังถือใหม่มากในบ้านเราและยังพบเห็นได้ไม่บ่อยนัก เพราะฉะนั้นเรื่องของประกันจึงอยู่ในขั้นตอนของการพูดคุยรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในปัจจุบันนี้รถยนต์ไฟฟ้านั้นยังไม่ค่อยมีวิ่งให้เห็นบนท้องถนนมากนัก เพราะฉะนั้นหากต้องการทำประกันจึงต้องมีการตกลงรายละเอียดและเรื่องของเบี้ยประกันที่เหมาะสมกับผู้ให้บริการครับ ซึ่งเบี้ยประกันของรถยนต์ไฟฟ้าอาจแพงกว่ารถยนต์ทั่วไปเนื่องจากเป็นรถที่ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมและอะไหล่ยังราคาค่อนข้างแพง แม้จะมีการทำประกันก็อาจยังไม่มีหลักการรองรับที่จริงจังมากนัก

การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกใหม่ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดมลภาวะให้กับโลกและต้องการรถยนต์ประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าซ่อมบำรุง แต่ในเรื่องจุดเติมไฟฟ้าหรือเรื่องการทำประกันอาจจะยังไม่ครอบคลุมนัก ก็คงเป็นเรื่องที่พวกเราต้องรอต่อไปเพราะไม่ว่าจะยังไงในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้าก็จะกลายมาเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่อยู่ในกลุ่มตลาดหลักแน่นอน

สุดท้ายไม่ว่าจะขับรถยนต์ปกติหรือรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริดรุ่นไหน ๆ ก็อย่าลืมปลอดภัยไว้ก่อนด้วยการทำประกันให้กับรถของเราด้วยนะครับ เพื่อให้เรามั่นใจทุกการขับขี่ ไม่ต้องกังวลแม้จะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นนั่นเอง

บทความที่คุณอาจสนใจ

รถเร่งไม่ขึ้น เพราะอะไร มีวิธีดูแลรักษายังไง ?
ถอยรถชนรั้ว ขับชนเสาไฟฟ้า ต้องเคลมประกันยังไง เมื่อไร้คู่กรณี???
ค่าขาดประโยชน์ระหว่างรอซ่อมคืออะไร? ทำไมเสียสิทธิ์มาตั้งนานแต่ประกันไม่เคยจ่าย!
ความคุ้มครอง ประกันชั้น 1 ประกันชั้น 2+ ประกันชั้น 2 คุ้มครองเฉพาะคู่กรณี ประกันชั้น 3+ ประกันชั้น 3 คุ้มครองเฉพาะคู่กรณี
รถชน(ไม่มีคู่กรณี)
รถชน(มีคู่กรณี)
ค่ารักษาพยาบาล
รถยนต์สูญหาย
ไฟไหม้
น้ำท่วม

เข้าสู่ระบบ

หากยังไม่มีบัญชีผู้ใช้ กรุณา สมัครสมาชิก

 

สมัครสมาชิก

หากเป็นสมาชิกอยู่แล้วกรุณา ลงชื่อเข้าใช้งาน

Loading..

กำลังดำเนินการ กรุณารอสักครู่ค่ะ 😊